Business Model Canvas คืออะไร ใช้แบบไหนถึงโดน

Business Model Canvas นั้นเป็นเครื่องมือที่เกิดมาได้ไม่นาน และปัจจุบันใครๆก็พูดถึง Business Model Canvas (บิซิเนส โมเดล แคนวาส) และมีหลักสูตรอบรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็จะมักนำตำรา หรือ Case Study เก่าๆ มาประยุกต์ใช้ หรือนำหนังสือแปลมาใช้ประกอบการทำแผนภาพธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ผิดครับ ดีกว่าไม่มีหลักอะไรเลย แต่การที่เรานำเรื่องราวหรือเหตุการณ์ในอดีตมาวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas นี้ ในความคิดผม คือ มันไม่สด มันต้องสอนจากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือเป็นแนวธุรกิจใหม่ไปเลยถึงจะได้ประโยชน์กันอย่างเต็มที่ เพราะการนำกรณีศึกษาเก่าของคนอื่น หรือ Case Study เก่าของผู้อื่น มาจับยัดใส่ช่องต่างๆให้ครบ 9 ช่องมันง่ายไปครับ ถึงแม้จะให้ผู้เรียนได้ทำ Case ร่วมกันหรือช่วยกันวางแผนร่วมกัน ผู้เรียนก็จะได้แค่ผิวเผินเท่านั้นครับ เพราะบรรดา Case Study มันเห็นจุดสำเร็จ หรือล้มเหลวอยู่แล้ว จึงนำมาหยอดได้ไม่ยาก ซึ่งถ้านำ Case Study เก่าๆ มาหยอดใส่ Business Model Canvas เพื่อสร้างความเข้าใจก็โอเคครับ แต่ถ้าจะลองทำกันจริงจังก็ควรใช้ Case จริงๆ ที่เรากำลังอยู่ในเหตุการณ์เลยดีกว่าครับ เพราะไม่มี Guildline มา

เมื่อพูดถึง Business Model Canvas ผู้คิดค้นก็คือ Alex Osterwalder หรือชื่อเต็มๆคือ Alexander Osterwalder เกิดปี 1974 ปัจจุบันปี 2016 ก็มีอายุ 42 ปี ผู้สร้างทฤษฎี Business Model Canvas ชาวสวิส และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆมากมาย จบทางด้านรัฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัย โลซาน หรือ University of Lausanne ในปี 2000 และในปี 2004 ได้จบปริญญาเอกด้าน Management Information System ส่วนประวัติโดยละเอียดไปหาอ่านได้ที่ Wikipedia นะครับ

ซึ่งทาง Alex มองว่าเครื่องมือที่เราใช้กันมาตั้งแต่ดังเดิมหรือที่เรียกว่า Business Model ที่หลายคน หลายองค์กร ชอบผู้คำนี้จนติดปาก โดยเฉพาะผู้บริหารหลายท่านมักชอบเบิ้ลกันเองว่า

คุณมี บิซิเนส โมเดล (Business Model) ที่ชัดเจนหรือเปล่า

ไหนขอดูหน่วยสิว่าคุณมี Business Model เป็นอย่างไร

แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอมาคือ อ่านกันแล้วก็งงกันทั้งคนทำ และคนดู ซึ่งจริงคุณ Alex เค้าก็เห็นเหมือนกันครับ เลยคิดค้นเครื่องมือขึ้นมาใหม่เพื่อเติมเต็มช่องโหว่หรือช่องว่างของธุรกิจ และทำให้ผู้ประกอบการอย่างเราๆ ท่านๆ หรือผู้ที่กำลังเป็น Startup มองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน ครบถ้วนทุกมิติแห่งการทำธุรกิจแบบมืออาชีพจริงๆ นอกจากนี้แล้วเครื่องมือ Business Model Canvas นี้ยังช่วยให้พวกเราสามารถประเมินความเสี่ยงต่างๆในการวางแผนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงการลงทุน หรือใช้เงิน , ความเสี่ยงที่เกิดจากการตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าผิดกลุ่ม , ความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในทรัพยากรที่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำหรือช้าเกินไปกว่าที่สายป่านของธุรกิจจะหล่อเลี้ยงไหว

 

มงคล ตั้งใจพิทักษ์ Business Model Canvas

Business Model Canvas ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 9 ส่วน คือ

  1. Customer Segments หรือ กลุ่มลูกค้าที่เราแบ่งไว้เพื่อขายสินค้า หรือบริการ (CS)
  2. Value Propositions หรือการเสนอคุณค่า (CR)
  3. Channels หรือช่องทางในการเสนอคุณค่าไปถึงลูกค้า (CH)
  4. Customer Relationships หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถสร้างลูกค้าใหม่ ,รักษาลูกค้าเก่า และเพิ่มยอดขายส่วนเพิ่มจากลูกค้าเก่าได้ (CR)
  5. Revenue Streams หรือกระแสรายได้มาจากทางไหนบ้างซึ่งเป็นผลจากการนำเสนอคุณค่าที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าที่จะลงทุนด้วย (R$)
  6. Key Resources หรือทรัพยากรหลักที่ต้องใช้ในการเสนอคุณค่าและส่งมอบองค์ประกอบอื่นๆในข้างต้นไปยังลูกค้า เพื่อให้เกิดรายได้ตามที่วางแผนไว้ ซึ่งอาจจะเป็น เครื่องจักร , ทีมขาย , พนักงาน Back Office , อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่มีส่วนช่วยให้กิจกรรมที่เกิดขึ้น และองค์ประกอบอื่นๆทุกตัวสามารถขับเคลื่อนได้ทั้งระบบ (KR)
  7. Key Activities หรือกิจกรรมหลัก ที่จะต้องทำทั้งหมดเพื่อให้เราสามารถส่งคุณค่าของสินค้า และบริการ หรือทุกองค์ประกอบข้างต้นไปสู่ลูกค้า เพื่อให้เกิดรายได้ตามที่วางแผนไว้ (KA)
  8. Key Partners หรือพันธมิตรหลัก ต้องกำหนดว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับเราในส่วนไหนบ้างที่จะช่วยให้เราสามารถนำเสนอคุณค่าของเราไปสู่ลูกค้า และให้เกิดรายได้ตามที่วางแผนไว้ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ต่างๆ หรือผู้ผลิตสินค้าให้เรา หรือแม้กระทั้งผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือเราเพื่อให้บรรลุวัตถุสงค์ที่วางไว้ (KP)
  9. Cost Structure หรือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมดที่เกิดค่าใช้จ่ายขึ้น และต้องคำนึงด้วยว่า ต้นทุนใดสูงสุด-ต่ำสุด คุ้มค่าหรือไม่สำหรับรายได้ที่ได้รับ ซึ่งก็คือตัวกำไรนั่นเอง (C$)

ซึ่งโดยปกติเราก็จะใช้วิธี Brainstorming หรือการช่วยกันคิด โดยใช้ โพสต์อิทโน้ต มาเขียน Idea หรือแนวความคิดแล้วนำไปแปะไว้บนกระดาษผืนใหญ่ๆที่ได้มีการตีเป็นตาราง 9 ช่องดังภาพด้านบน แล้วคนในทีมก็จะออก Idea หรือเสนอแนะแนวทางให้กับทีมงานหรือเพื่อนในกลุ่ม แต่เชื่อหรือไม่ครับ

ในธุรกิจจริงมันไม่ง่ายอย่างที่ทำกัน ไม่ใช่แค่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมหรือห้องประชุมแล้วสุมหัวกันก็จะได้ Idea สุด Cool หรือสุดยอดออกมาชนิดที่นำไปปฏิบัติแล้วธุรกิจเราจะเจริญงอกงาม เติบโตอย่างยั่งยืน มันไม่ง่ายอย่างนั้นสิครับ เพราะสิ่งที่เราลืมไปก่อนเข้าห้องมาสุมหัวกันคือ Fact & Data หรือข้อมูลที่สำรวจมาจริง เห็นจริง มีตัวเลขยืนยันกันจริงๆ หรือประมาณการณ์ก็ได้ถ้าเสียเวลามากเกินไป ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็อาจได้มาจากการสำรวจ หรือการหาข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงตรรกะ เช่น

  • จะขายสินค้าอะไร ต้องรู้ว่าขนาดตลาดมันใหญ่หรือเล็กนิดเดียว
  • จะขายสินค้าอะไร รู้หรือยังว่าคู่แข่งเป็นใคร เค้าทำอะไรบ้าง และทำอย่างไร ลูกค้าเค้าเป็นใคร ที่สำคัญคู่แข่งเรามีคุณค่าอะไรที่ส่งมอบให้กับลูกค้าบ้าง
  • วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของเราแล้วหรือยัง
  • วิเคราะห์อุปสรรค และโอกาสหรือยัง

ดังนั้นการทำ Business Model Canvas นั้น เป็นเพียงนำสิ่งที่เราตกผลึกแล้วจริงมาเขียนในภาพวาดโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่การนั่งคิดกันสดๆในห้องประชุมแล้วระดมสมองกันคิดเลยนะครับ ผมไปเป็นโค้ชมาหลายที่ หลายองค์กร ส่วนใหญ่แล้วยังขาดการหาและการวิเคราะห์ Fact & Data พอทำแผนออกมาแล้วมันจึงไม่ Realistic หรือพูดง่ายๆคือนำไปปฏิบัติแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่วางแผนไว้ครับ อย่างไรก็ดีลองไปฝึกๆดูนะครับ หรือติดขัดอะไรก็ Email มาถามผมได้ครับ ยินดีให้คำแนะนำครับ