ทำเว็บไซต์ติดหน้าแรก Google แล้วได้เงินมากกว่า 2 เท่าจริงหรือ

ทำเว็บไซต์ติดหน้าแรก Google แล้วได้เงินมากกว่า 2 เท่าจริงหรือ? ทำได้อย่างไร? เรื่องการทำเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ด้วยวิธีธรรมชาติหรือเค้าเรียกว่าติดแบบ SEO (Search Engine Optimization) พูดภาษาง่ายๆคือ เวลาใครค้นหาคำที่เป็น Keyword ที่เราวางดักไว้ แล้วติดเราในหน้าแรกๆ นั่นแหละครับ คำถามหลายคนที่อาจจะยังไม่เข้าใจว่าติดแล้วได้อะไร ลองดูตัวอย่างนี้นะครับ

 

ทำเว็บไซต์ติดหน้าแรก SEO

ทำเว็บไซต์ติดหน้าแรก SEO

 

จากรูปด้านบนนั้นจะเห็นว่าถ้าผมทำธุรกิจพัฒนาเว็บไซต์ (555+  เรื่องจริงๆก็ทำอยู่ครับ แต่เป็นการทำเว็บไซต์แบบบูรณาการครับ คือใช้การตลาดทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ผสมผสานเข้าไป) และเมื่อมีคนค้นหาคำว่า ทำเว็บไซต์วัสดุก่อสร้าง จะเห็นว่าติดเว็บไซต์ผมขึ้นมาครับเว็บไซต์ชื่อ IBIZ Consultant (แอบโฆษณานิด) มาดูที่การวาง Keyword เพื่อดักคนค้นหาการทำเว็บไซต์วัสดุก่อสร้างเท่านั้น ซึ่งเฉพาะเจาะจงลงไปครับ เนื่องจากถ้าผมวาง Keyword แบบกว้างๆ เช่น ทำเว็บไซต์ ผมก็จะพบว่ามี Keyword คำนี้ 4.2 ล้านรายการ ซึ่งกว่าจะแซงได้ก็ใช้เวลานานมากครับ ผมเลยแบ่ง Customer Segementation ใหม่ให้เจาะเฉพาะ คนที่ต้องการทำเว็บไซต์วัสดุก่อสร้าง ก็จะพบว่ามี Keyword ที่พบลดลงเหลือ 1.28 ล้านรายการ ก็ยังเยอะอยู่นะครับ แต่ก็ง่ายกว่าคำแรก

หลังจากนั้นผมก็ใช้หลักการสร้าง Content Management ตามสูตรของผมและใช้เครื่องมือวิเคราะห์ SEO มาช่วยอีกแรงก็จะทำให้ Keyword หรือคำที่ต้องการให้คนมาหาเราเจอในเว็บไซต์ง่ายขึ้น คู่แข่งน้อยลง ลองสังเกตุที่รายการหรือเว็บไซต์ที่ถูกพบในหน้าแรกสิครับ มีแต่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั้งนั้น มีผมคนเดียวที่รับพัฒนาเว็บไซต์ให้กับร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ดังนั้นคนที่กำลังมองหาคนทำเว็บไซต์ก็ต้องเห็นผมคนเดียวในหน้าแรก เห็นหรือไม่ครับว่าการวาง Keyword ก็มีหลักของมันอยู่ และด้านบนนี้ค้นหาจากคอมพิวเตอร์เดสท็อป หรือโน๊ตบุ๊ค แต่พอใครค้นหาจากมือถือจะเห็นว่าขึ้นมาตั้ง 5 รายการ และถ้าใครค้นหาเร็วๆแบบเร่งด่วนจากพวกอุปกรณ์มือถือก็โดน Keyword เราเข้าไปเต็มๆ อันนี้ภูมิใจมากครับติดหน้าแรกถึง 5 อันดับ จาก 1.28 ล้านรายการ คือทำ SEO ไป 3 ตุลาคม 59 วันที่เขียน Blog นี่ก็ 22 พฤศจิกายน 59 ก็เดือนกว่าๆเท่านั้น

 

ทำเว็บไซต์กับ IBIZ Consultant ติด SEO หน้าแรก

ทำเว็บไซต์กับ IBIZ Consultant ติด SEO หน้าแรก เพี้ยบ

 

ที่นี่ก็มาสู่คำตอบกันว่าทำอย่างไรการทำเว็บไซต์ที่เน้นการเติบโตหรือไต่อันดับแบบธรรมชาติ (SEO) นี้ถึงสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าการเสียเงินโฆษณาหรือ SEM (Search Engine Marketing) จริงๆแล้ว SEM นั้นติดหน้าแรกได้ง่ายมากครับ เพราะจ่ายเงินมากกว่าคนอื่น (ระบบ Bid หรือประมูลค่าคลิก) ก็ติดหน้าแรกได้แล้ว แต่เมื่อมีคนมาคลิกจนเงินหมดและเราไม่เติม อันดับก็จะหายไปเลยครับ ไม่ได้มาต่อชาวบ้านในหน้าแรกนะครับ เพราะมันไม่แฟร์สำหรับคนที่เค้าปั่นมาเป็นเวลานานกว่าจะติดหน้าแรก แต่นักการตลาดออนไลน์ที่ขายบริการทำ Marketing Online หรือ Remarketing จะได้ค่าบริการหรือค่าดำเนินการให้เราในส่วนนี้ครับ คิดค่าดำเนินการ 500 – 1,000 บาท ต่อคำ ไม่รวมค่าโฆษณาแบบ Pay Per Click นะครับ ถ้ามีคนใส่ 3 บาทต่อ Click อันดับหนึ่ง เราอยากนำเค้าเราก็ต้องใส่ 5 บาทต่อ Click และใส่จำนวนเงินเข้าไปจำนวนหนึ่งเช่นใส่เข้าไปประมาณ 30,000 บาท เมื่อมีคน Click ที่เว็บไซต์เรา เราก็จะเสียเงินตามจำนวนที่เรา Bid ไว้เช่น Click ละ 3 บาทก็จะถูกตัดออกไปเรื่อยๆ หมดแล้วก็หมดเลย ต้องเติมใหม่ พอคู่แข่งเรา หรือลูกค้ามากดบ่อยๆ แต่ไม่เคยซื้อ เข้ามาแล้วออกไปเลย เราก็จะเสียเงินจนเซ็งและเลิกไปก็มีครับ หรือมีคนเงินหนามาเล่นมากกว่าเรา อัดเงินต่อคลิกเข้าไปมากกว่าเรา เราก็จะมีอันดับที่ล่วงลงไปได้ครับ แต่การทำ SEO (Search Engine Optimization) นั้นแตกต่างเวลาขึ้นอาจจะยาก แต่เวลาอยู่ก็จะนาน ไม่เสียเงิน และได้ความรู้สึกที่ดีต่อลูกค้าด้วย เพราะลูกค้าจะมองว่าเนื้อหา หรือ Content เราดี ทำต่อเนื่อง น่าเชื่อถือ ซึ่งถ้าผมรับทำเว็บไซต์แล้วบอกคนอื่นว่าทำติดหน้าแรกได้ด้วย แต่ตัวเองยังมาเสียเงินโฆษณาอยู่เลย ใครจะเชื่อครับ และเมื่อเราติดหน้าแรกได้นาน คนก็จะเห็นเราบ่อย และยิ่งเราทำติดหน้าแรกหลายๆ Keyword ก็เหมือนเรายืนอยู่หน้าบ้านลูกค้าแล้วเมื่อลูกค้าต้องการสินค้าที่เรามี เราจะได้ลูกค้าที่มีความต้องการจริงๆ ที่ค้นหาแล้วเจอ จากการที่ผมพัฒนาเว็บไซต์ให้กับลูกค้ามาหลายรายยอดขายขึ้นตามอันดับ SEO (Search Engine Optimization) จริง บางรายเป็นร้านวัสดุก่อสร้างออนไลน์อย่างเดียวขายได้ยอดขายเดือนละเกือบ 10 ล้านเลยครับ

แต่ในบางครั้งการโฆษณาแบบ SEM (Search Engine Marketing) ก็มีความจำเป็น ถ้าเราต้องการสร้าง Brand Awareness หรือการรับรู้ การตอกย้ำในแบรนด์สินค้า หรือบริการให้ลูกค้าเห็นบ่อยๆ ก็อาจจะต้องทำบ้าง แต่พวกนี้จะใช้เงินค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นแบรนด์ลาซาด้า (Lazada) ไม่ว่าจะเปิดเว็บไหนๆ ในหลายๆเว็บเราก็จะเจอโฆษณาทั้งสินค้า และแบรนด์ลาซาด้า ไปไหนเหมือนมันตามเราไปทุกที่ และชอบแสดงโฆษณาสินค้าทีเราชอบดูเป็นประจำขึ้นมาตามติดเราไปซะทุกเว็บอีก แบบนี้เป็นการลงโฆษณาแบบเสียเงินกับ Google ทั้งสิ้นครับ และถ้าเราศึกษาดีๆ เดี๋ยวนี้ Google เค้ามี AE หรือเจ้าหน้าที่ดูแลเราโดยตรง เสียเงินตรงกับ Google เลยเค้าแนะนำเราได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเราขี้เกียจทํา ก็จ้างตัวแทนหรือมือปั่นทำให้ก็ได้ครับ เค้าอาจคิดค่าดำเนินการ Keyword คำละ 500 บาทบ้าง 1,000 บาทบ้าง แล้วแต่ต่อรองกันครับ

สรุปว่าถ้าจะได้เงินจากการทำ SEO มากกว่า 2 เท่าเราจะต้อง

  1. ใช้ Keyword ที่แคบลง เน้นลูกค้าเป็นกลุ่มๆ อย่าหว่านกลุ่มใหญ่เกินไป
  2. พยายามปั่นให้ Keyword ติดหน้าแรกให้เร็วที่สุด โดยสร้าง Content ดีๆ อย่างต่อเนื่อง
  3. พยายามสร้าง Keyword ที่คาดว่าลูกค้าจะค้นหาสินค้า และบริการแล้วเจอเราให้มากที่สุด
  4. ดูว่าเรามีคุณค่าหรือ Value Proposition อะไรที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน ทำแล้วคนอื่นตามเราทันมั๊ย ใช้เวลานานกว่าจะตามเราทันหรือเปล่า แล้วโปรโมทคุณค่าเหล่านี้ให้มากที่สุด บ่อยที่สุด
  5. เน้นกลุ่มลูกค้าแบบแคบ อย่าหว่านเจาะทุกกลุ่มเพราะเรามักเสียเงินไปกับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่คนที่จะมาซื้อสินค้ากับเรา
  6. จัดการระบบหลังบ้านเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาให้ดี ปิดการขายให้เร็ว บางทีทำข้อ 1-5 ดี แต่มาตกม้าตายในการจัดการหลังบ้าน เสียเวลาเป็นวันกว่าจะปิดการขายได้ แบบนี้ลูกค้าไม่รอแน่นอน เพราะลูกค้าทางเว็บถ้าเค้ามาซื้อคือด่วนทุกคน
  7. บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดี ลูกค้าใหม่ต้องเจาะให้เข้า ลูกค้าเก่าต้องรักษา ลูกค้าจากลาต้องตามทวงคืน แบบนี้รับรองยอดขาย 2 เท่าไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ทิ้งท้ายกันไว้สักนิด สำหรับใครที่จ้างมือปั่น SEO ต้องมีความรู้ไว้บ้างนะครับ อย่างปล่อยให้เค้าปั่นโดยเราไม่รู้อะไรเลย เพราะนักปั่น SEO หลายคนมาจากสายดำก็มี คือพวกนี้จะแหกฏของ Google Algorithm ที่มีชื่อเสียงอยู่สองตัวคือ Google Panda และ Google Penguin ซึ่งเปรียบเสมือนผู้คุ้มกฏในระบบการค้นหาของ Google ซึ่งถ้าถูกจับได้ว่าเป็นสายดำ แหกกฏจะถูกตัดคะแนนบางทีเว็บไซต์เราหายไปจากระดับดัชนีของ Google จนหาไม่เจอก็มี พวกสายดำจะไม่นิยมสร้างบทความหรือเนื้อหาที่เรียกว่า Content ดีๆ และตั้งใจทำเพราะทำพวกนี้เสียเวลามากครับ เสียโอกาสหารายได้ จึงมีกลวิธีที่ไม่ต้องมานั่งทำ Content ให้เสียเวลา พวกสายดำนี่บางทีจะเรียกกันว่า Blackhat ก็ได้

หวังว่าจะเข้าใจเพิ่มขึ้นนะครับ หากสงสัยตรงไหนก็ Inbox เข้ามาถามได้ครับ แล้วบทความต่อไปจะมาเล่าให้ฟังอีกในเรื่องวิธีการมาทีหลังดังกว่าให้เป็นกรณีศึกษาครับ