ทำธุรกิจหมุนเงินไม่ทัน รู้มั๊ยเพราะอะไร

ทำธุรกิจหมุนเงินไม่ทัน รู้มั๊ยเพราะอะไร ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี หลายคน หลายธุรกิจหมุนเงินกันจนปวดหัว ผมเข้าไปดูในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับปัญหาหมุนเงินนี่เหนื่อยแทนเลยครับ เค้าว่าทุกข์กายไม่กลัว แต่ทุกข์ใจนี่สิ และยิ่งเกี่ยวกับการหมุนเงินด้วยแล้วยิ่งทุกข์ใจเลยครับ ใครไม่เคยเจอสภาพหมุนเงินไม่ทันไม่เข้าใจหรอกครับ หลายคนทำงานในองค์กรใหญ่ๆถึงจะมีตำแหน่งสูง แต่ก็มีโอกาสบริหารเงินน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะเน้นที่การขาย การซื้อ การจัดการ การวางกลยุทธ์ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เจ้าของธุรกิจ หรือผู้ที่ต้องทำธุรกิจและต้องบริหารเงินที่เราเรียกกันว่าบริหารกระแสเงินสด หรือนักการเงินจะเรียกว่า Cash Flow Management ก็คือเรื่องเดียวกัน ซึ่งเจ้าของธุรกิจเหล่านี้จะคล่องเรื่องการหมุนเงินมาก ผมขอยกตัวอย่างวงการวัสดุก่อสร้างซึ่งจะชัดมาก

บรรดานักหมุนเงินมืออาชีพที่เค้าทำกันคือ เก็บเงินมาช้า ก็จ่ายช้า เก็บเงินมาเร็ว ก็ดึงนิดๆหน่อยๆ เอาเงินไปหมุนอย่างอื่นก่อน 

ทำแบบนี้เจ๊งผ่อนส่งแน่ๆครับ และเจ้าหนี้ก็เสียวสันหลังตามมาด้วยการปรับลดวงเงินกันไม่ทันเลย นอกจากนี้แล้วยังจะอยู่ในวังวนแบบนี้กันอีกนาน เพราะไม่ได้แก้ให้ตรงจุด วันนี้จึงอยากนำเอาหลักการบริหารการเงินที่อาจต้องขออภัยนักการเงินด้วยนะครับ เพราะเราจะใช้ภาษาบ้านๆ ง่ายๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหลักการได้ไม่ยากครับ

ผมขอนำหลักการบริหารการเงิน หรือกระแสเงินสด หรือจะเรียกว่า Cash Flow Management มาให้เข้าใจง่ายๆ ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้แน่นอนครับ แต่พวกเราจะมีเทคนิคอย่างไรก็แล้วแต่ความสามารถเฉพาะตัวนะครับ มาเริ่มกันเลยดีกว่า

  • ต่อไปนี้ผมจะเรียกคำว่า “กระแสเงินสด หรือ Cash Flow” ว่า “เงินสดในกระเป๋า” ซึ่งจะอยู่ในธนาคาร หรือกระเป๋าก็จะเหมารวมทั้งหมดครับ
  • มีศัพท์ที่ต้องรู้อีก 3 คำคือ
    • DWC = Day Working Capital = จำนวนวันที่เงินหมุนเวียนหรือเงินสดอยู่กับเรา = วันที่เงินสดอยู่ในกระเป๋า
    • DSO = Day Sales Outstanding = อัตราการหมุนของลูกหนี้การค้า (เรียกยากเข้าใจยากเปลี่ยนใหม่ดีกว่า) = ระยะเวลาเป็นวัน ที่เงินในกระเป๋าเราเพิ่มขึ้นจากการรับเงินจากลูกค้า หรือลูกหนี้เรา = (ย่อใหม่) วันเงินเข้า
    • DIO = Day Inventory Outstanding = วันสินค้าคงคลังคงเหลือ (เกือบเข้าใจละ แต่เปลี่ยนอีกนิดดีกว่า) = ระยะเวลาเป็นวัน ที่สต๊อกสินค้าอยู่กับตัวเรา หรืออยู่ในร้านเรานับจากวันที่สินค้ามาส่ง = (ย่อใหม่) วันเก็บสินค้า
    • DPO = Day Payable Outstanding = อัตราการหมุนเจ้าหนี้การค้า (งงอีกละ เปลี่ยนใหม่) = ระยะเวลาเป็นวัน ที่เงินในกระเป๋าเราออกไปสู่กระเป๋าเจ้าหนี้ นับจากวันที่เราได้รับสินค้า หรือรับรู้ว่าสินค้าจากซัพพลายเออร์ มาส่ง = (ย่อใหม่) วันจ่ายเงินออก
  • แน่นอนครับ DWC หรือเงินสดอยู่ในกระเป๋าถ้ามีมากก็ดีแน่นอน แต่มากไปก็เสียโอกาส เราอาจพิจารณานำเงินสดในกระเป๋าที่มีอยู่มากๆ ไปลงทุนอะไรที่เพิ่มมูลค่าขึ้นมาก็จะดีกว่า
  • ส่วน DSO หรือ วันเงินเข้า ยิ่งเร็วยิ่งดี ยิ่งจำนวนวันนี้น้อยๆยิ่งดี แสดงว่าเราขายของเก่ง เก็บเงินสด หรือปล่อยเครดิตได้สั้น
  • ส่วน DIO หรือ วันเก็บสินค้า ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงว่าสินค้าเราหมุนออกไว ซื้อมาเก็บไม่นาน ก็ปล่อยออกได้จะหมด
  • ส่วน DPO หรือ วันจ่ายเงินออก ยิ่งนาน ยิ่งจำนวนวันมากยิ่งดี แต่ต้องอยู่ในกติกาที่ตกลงกับเจ้าหนี้นะครับ ไม่สนับสนุนให้เอาเปรียบทางการค้าแบบเข้าใจผิดๆว่ายิ่งดึงยิ่งเก่ง ถ้าอยู่ในกติกา แต่เราสามารถต่อรองกับซัพพลายเออร์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อจำนวนมาก หรือซื้อต่อเนื่อง หรือใช้ความสัมพันธ์ เชิงกลยุทธ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อันนี้ถือว่าเก่งของจริงครับ

หลังจากนั้นลองมาเข้าสูตรง่ายๆในการคำนวณดูนะครับ ผมจะยกตัวอย่างจากการทำธุรกิจเหล็กเส้นละกัน จะอธิบายเพิ่มว่า สินค้าเหล็กเส้นนั้นเป็นสินค้าปราบเซียนมามากต่อมาก เพราะปกติกำไรก็น้อยอยู่แล้ว กิโลกรัมหนึ่งอาจจะกำไรแค่ 10 สตางค์เท่านั้นเอง แต่เพราะสินค้าเหล็กเส้นนั้นเป็นสินค้าที่มีราคาที่เคลื่อนไหวเร็วและบ่อย เหมือนการเกงกำไร ฉะนั้นใครซื้อมาถูก แต่จังหวะราคาขึ้นก็รวยกันเละ แต่ถ้าเกงกำไรผิด ซื้อมาแล้วราคาดันดิ่งลงเหว ปล่อยสินค้าไม่ทัน Lot นั้นก็เจ๊งครับ อ้าวลองมาเข้าสูตรกันสักหน่อยง่ายๆแบบนี้ครับ

DWC = DPO – DSO + DIO หรือ
จำนวนวันที่เงินสดอยู่ในกระเป๋า = วันเงินจ่ายออก – วันเงินเข้า + วันเก็บสินค้า

กรณีที่ 1. ถ้าเราซื้อเหล็กเส้น โดยได้เครดิต 30 วัน และเก็บสินค้าเหล็กเส้นนี้ไว้เผื่อขายเป็นเวลา 15 วัน หมด โดยเราขายให้ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าเหล็กจากเราโดยให้เครดิตลูกค้า 15 วัน

ผลลัพธ์คือ 30 – 15 + 15 = 0 แปลว่าจำนวนวันที่เงินสดอยู่ในกระเป๋าเราคือ 0 วัน นั้นคือเข้าเท่าไหร่ ออกเท่านั้นเลย อย่างนี้คือเรียกว่าขาดสภาพคล่องแล้วครับ ห้ามบริหารพลาดกันเลยทีเดียว และตัวที่ชอบมีปัญหาก็คือลูกหนี้นั่นแหละหัวหมอครับ อ๋อ เครดิต 30 วันนับจากวันวางบิลบ้างหล่ะ และก็มีรอบนะครับ เอกสารในเซ็นต์รับมาไม่ครบ วางบิลไม่ได้ ไปรอบใหม่เดือนหน้าเลย เจอแบบนี้ก็สุดๆครับ จะขายมั๊ย ไม่ขายลูกค้ารายนี้คนอื่นก็เสียบ 555+ สุดท้ายก็ปล่อยไปครับ เพราะกำลังอิน เอาน่าอย่าคิดมาก งั้นลองมาคำนวนใหม่นะครับ

กรณีที่ 2. สำหรับกรณีเจอลูกค้าดึง ถ้าเราวางบิลช้าไปอีก 15 วัน นั่นแปลว่ารอบวันเงินเข้าเราจะเปลี่ยนไปดังนี้

30 – 30 + 15 = – 15 ซึ่งอธิบายง่ายๆคือ เงินในกระเป๋านอกจากจะหมดแล้วยังไม่พอจ่ายซัพพลายเออร์เมื่อถึงรอบจ่ายเงินที่เค้าปล่อยเครดิตให้ 30 แล้วจะทำอย่างไรดี ตามสูตรครับ ลูกน้องจะตอบคำถามให้เฮียทันทีครับ “เฮียไม่อยู่ กลับแล้วจะรีบโอนให้เลย” , “เฮียไปต่างประเทศ” ก็ไม่พ้นดึงต่อไปเป็นลูกโซ่ครับ แทนที่จะชำระตรง แล้วหาวิธีต่อรองอย่างอื่น เพื่อให้ได้เครดิตบาง Lot หรือบางตัวสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น นี่แค่เจอลูกค้าเจ้าเดียวนะครับ ลองใหม่

กรณีที่ 3. ถ้าเราซื้อเหล็กเส้น โดยได้เครดิต 30 วันเท่าเดิม แต่เก็งกำไรว่าราคาเหล็กเส้นจะขึ้นแน่นอน เลยกู้เงินหรือใช้ OD แบงค์มาซื้อเหล็กเพื่อเก็บสัก 60 วันหวังรวยเละ แต่งวดนี้ลูกค้าน่ารักครับ ที่มาซื้อสินค้าทุกรายจ่ายตรงดิวกันหมดคือ 15 วัน ลองมาคำนวณดูนะครับ

ผลลัพธ์คือ 30 – 15 + 60 = – 45 แปลว่าเรียบร้อยเช่นเดียวกัน ติดลบหนักกว่าเดิมอีก 45 วัน ต้องกู้เงินมาสำรองไว้เพื่อจ่ายหนี้ซัพพลายเออร์ครับงานนี้ ซึ่งถ้าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายรายเดือนน้อยกว่า กำไรที่คาดไว้ คือมีกำไรที่เพิ่มขึ้นตามคาดการณ์มาก ก็คุ้มครับที่กู้เงินมาซื้อสินค้า แต่ถ้าสวรรค์ไม่เป็นใจ ราคาที่คาดการณ์ว่าจะขึ้นดันนิ่ง และอาจลดนิดหน่อย อันนี้ความทุกข์ใจก็จะมาแล้วครับ เพราะเท่ากับว่าต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ และเจอขาดทุนเข้าไปอีก โดนไป 2 ดอกเต็มๆ

กรณีที่ 4. ถ้าเราซื้อเหล็กเส้น โดยได้เครดิต 30 วันเท่าเดิม แต่เก็งกำไรว่าราคาเหล็กเส้นจะขึ้นแน่นอน เลยกู้เงินหรือใช้ OD แบงค์มาซื้อเหล็กเพื่อเก็บสัก 60 วันหวังรวยเละ แต่งวดนี้ลูกค้าน่ารักครับ ที่มาซื้อสินค้าทุกรายจ่ายตรงดิวกันหมดคือ 15 วัน และปรากฏว่าเหล็กราคาขึ้นจริงทำให้สินค้าขายหมดเกลี้ยงภายใน 7 วัน ลองมาคำนวณดูนะครับ

ผลลัพธ์คือ 30 – 15 + 7 = 8 แปลว่าเงินสดในกระเป๋าเหลืออยู่ 8 วันครับ จ่ายคืนแบงค์ได้เร็วกว่าที่คิดฉะนั้นดอกเบี้ยก็จ่ายน้อย แถมมาด้วยกำไรที่ดีอีก อย่างนี้รวยจริงแล้วครับ

โดยสรุปคือให้เราเน้นหรือ Focus ไปที่ DPO , DSO และ DIO ให้ดี ต้องบริหารจัดการให้ลงตัวหรือ Balance ทั้งสามตัวนี้ให้ดี รับรองว่าไม่มีเจ๊งอย่างแน่นอน และจากประสบการณ์ผมแม้ว่าทุกอย่างจะอยู่ในภาวะปกติ เราก็ควรผูกมิตรกับซัพพลายเออร์ไว้ให้มาก เผื่อต่อรองระยะเวลาในการชำระสินค้าเป็นตัวๆ หรือช่วงๆ ได้ก็จะยิ่งทำให้กระแสเงินสด หรือเงินสดในกระเป๋าเรายิ่งมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้วในส่วน DIO หรือสต๊อกสินค้า สำหรับคนที่มีสต๊อกพร้อมขายหลายวันเกินไปก็ให้ปรับลดลงมา ไม่ว่าจะเร่งปล่อยของระบายออก ทำโปรโมชั่นลดราคา หรือการขายพ่วง ก็จะสามารถช่วยให้ระบายสต๊อกสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่เราวางแผนไว้ได้ ส่วน DSO ก็ต้องพยายามขายสินค้าให้กับลูกค้า หรือลูกหนี้ระยะสั้นให้มากขึ้นด้วย และหมั่นประเมินคุณภาพลูกหนี้เป็นระยะก็ดี พร้อมกับกำหนดวงเงินในการปล่อยสินเชื่อด้วยนะครับ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง เพื่อนผมขายวัสดุก่อสร้าง เจอมาแล้วติดหนี้กันเป็นปี ถ้าของใหม่ไม่ส่ง ของเก่าก็ไม่จ่าย สุดๆไปเลยครับพวกนี้ อย่างไรก็ระมัดระวังกันด้วย อย่างอยู่ในความประมาท และเห็นแกยอดขายที่ได้มาอย่างง่ายดาย ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แล้วเราไม่ต้องเสียอะไรหรอกครับ